America in memories Ep.1 ~ Beginning of my journey

ผมไม่ได้เป็นคนชอบท่องเที่ยวมาต้ังแต่อ้อนแต่ออก 

00 Explore

ภาพ : Horseshoe Bend, Page, US

ตั้งแต่เด็กเป็นคนไม่ไปไหนซะด้วยซ้ำ แต่เริ่มมาเที่ยวเยอะๆ ตั้งแต่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาเป็นเวลา 2 ปี การห่างบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัวไปนานๆ นอกจากทำงานที่ได้รับมอบหมายแล้ว เวลาว่างมันช่างมากเหลือเกิน ครั้นจะนั่งๆ นอนๆ มองเพดานก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมครับ หลายคนคงมีงานอดิเรกหลายอย่างให้เลือกทำ สำหรับผมแล้วอย่างหนึ่งที่ได้เลือกทำและมีความสุขที่จะทำก็คือการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ตามที่โอกาสจะหยิบยื่นให้ หรือบางครั้งก็ต้องวิ่งเข้าหาโอกาสนั้นเอง

ภาพ : Bryce Canyons, Utah

DSC_0351

หลายคนคงเคยเห็นรีวิวนี้ใน Pantip มาบ้างแล้วครับ ซึ่งเวบนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเล่าแบ่งปันเรื่องราวท่องเที่ยวต่างๆ ของผม พอเขียนเยอะๆ เข้าก็เริ่มอยากมีพื้นที่ไว้รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ให้อยู่ในความทรงจำให้นานที่สุด (เป็นคนลืมง่าย 😦 )

สองปีนั้น ผมไปไหนมาบ้าง มาปักหมุดกันเลยครับ

00_Map mark

Episode 1 นี้ ขอเกริ่นนำเรื่องการเริ่มต้นของผมก่อนนะครับ แล้วค่อยพาไปแต่ละที่ในกระทู้ต่อๆ ไป สามารถ comment แบ่งปันความเห็นหรือติชมได้นะครับ จะได้รู้ว่ามีคนอ่าน 555

ความกลัว คือ อุปสรรคด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้…

😦 ดูเวอร์นะครับ 555 แต่มันจริง จากพื้นเพเดิมที่เกริ่นไปแล้วว่า ตอนอยู่เมืองไทยไม่เที่ยวเลย อยู่อย่างกับไข่ในหิน 555 ได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตตอนอายุจะ 30 ละ (อย่าถามนะครับว่าตอนนี้อายุเท่าไร) ไม่เคยวางแผนเดินทางใดๆ เลย ดังนั้นการจะออกเที่ยวในสถานที่แปลกถิ่น แปลกภาษา สำหรับผมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ทั้งกลัวการวางแผนเที่ยว กลัวการเที่ยวคนเดียว บลาๆๆ

เหมือนตามรูปข้างล่าง ตอนอยู่ในที่มืด มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ข้างหน้า อยู่ที่ว่าเรากล้าจะวิ่งออกไปได้หรือยัง (คราวนี้พอวิ่งออกไปแล้ว กู่ไม่กลับเลยครับ 555 )

ภาพ : McWay Falls, California

11_Julia DSC_1433

~ ความกลัวอีกอย่าง คือ ไม่มีคนไปเที่ยวด้วย และกลัวการเที่ยวคนเดียว ~ คงแล้วแต่คนว่าจะยอมรับสภาพการเที่ยวคนเดียวได้หรือเปล่า สำหรับผมก็กลัว แต่ก็สบายใจไปอีกแบบ เพราะสามารถกำหนดทุกอย่างได้เอง หลงก็หลงเอง อดก็อดเอง ไม่ต้องกังวลคนอื่น แต่มันก็เหงานะครับ ถ้าเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีหน่อย การเที่ยวคนเดียวจะได้เพื่อนต่างถิ่นเพิ่มเยอะเลย (แต่ผม…เงียบลูกเดียว 555 เลยไปคนเดียว กลับคนเดียว 🙂 ) อันนี้ขึ้นกับแต่ละคนเลยครับ แต่ต้องดูสถานที่ที่จะไปด้วยนะครับ ถ้าไม่ปลอดภัยนัก ก็ไม่น่าไปคนเดียว

~ กลัวการขับรถพวงมาลัยซ้าย อันนี้หนักหนามากครับสำหรับผม ขนาดพวงขวา เอ้ย พวงมาลัยขวา ถ้าแปลกถิ่นหน่อยยังจะแย่เอา ก็อาศัยนั่งรถคนอื่นแล้วคอยสังเกตและถามเอาพวกกฎจราจรต่างๆ กว่าจะเริ่มลองขับได้ก็เกือบ 6 เดือน ขับแรกๆ ห้ามขับริมหน้าผา เพราะชอบขับเบ้ขวาจะตกเขาได้อย่างง่ายดาย คนนั่งไปด้วยตื่นตัวตลอดเวลา 555

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

~ กลัวสื่อสารกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะคุยกันคนละภาษา ~ อย่าเข้าใจว่าผมพูด-ฟังเก่งนะครับ ถึงจะมาอยู่อเมริกาแต่ความสามารถด้านภาษากระเตื้องช้าเชียว ทุกที่ที่ไปจะมีคนพยายามช่วยเหลือ พยายามเข้าใจเสมอครับ ถ้าไม่เข้าใจอย่างมากเขาก็เดินหนีไม่คุยด้วย 555 แต่ไม่ทุกคนครับ คนส่วนใหญ่ใจดี ถ้าไม่รู้เรื่องกันจริงๆ ก็ใช้อวัจนภาษาได้ครับ ความกลัวอาจมีประโยชน์ซะด้วยซ้ำเพราะยิ่งถ้าเรากลัวเรื่องการสื่อสารเท่าไร เราจะยิ่งหาข้อมูลไปมากขึ้น จะได้รู้คร่าวๆ ว่ามันต้องทำอย่างไร ไปตรงไหน ยังไง เป็นต้น พอถึงเวลาต้องถามคนเขาจริงๆ มันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ไม่รวยจะเที่ยวได้อย่างไร…

😦 หลายคนคงคิดแบบนี้ แต่จริงๆ ไม่ได้แปลว่าต้องรวยถึงจะเที่ยวได้ แต่การเดินทางมันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย มีมากมีน้อยก็แล้วแต่สถานที่และแผนการท่องเที่ยว ซึ่งเราสามารถวางแผนควบคุมตามเงินที่มีอยู่ไม่ให้บานปลายเกินไปได้ครับ ใครเก่งเรื่องหาดีลค่าเครื่องบินจะเป็นต่อหน่อย แต่ผมหาไม่เป็น ดูแล้วงงมาก เลยไม่เคยได้ดีลดีๆ ก็คงต้องจัดสรรงบประมาณกันไปให้พอดีตัว ไม่เดือดร้อนหลังจากกลับจากเที่ยว ผมจะใช้วิธีเหมือนหลายๆ คน เช่น

~ วางแผนและจองตั๋ว จองโรงแรมล่วงหน้านานๆ (นานแค่ไหน ไม่รู้เหมือนกัน 555 แต่ของผมจะล่วงหน้าประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป) และเลือกโรงแรมที่สามารถยกเลิกได้เผื่อเจอโรงแรมที่ดีกว่า (หรือถูกกว่า), เลือกโรงแรมที่เดินทางไป-กลับสนามบินได้สะดวกโดยรถสาธารณะจะได้ไม่ต้องพึ่งแท๊กซี่ หรือใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหรืออย่างน้อยให้เดินทางสะดวกหน่อยนอกจากจะทำให้ประหยัดค่าเดินทาง ยังช่วยเพิ่มเวลาเที่ยวได้ด้วยหากมีเวลาจำกัด

~ ถ้าจะขับรถ การจองรถ ควรจองล่วงหน้าจากเวบไซด์มาก่อน เพราะจะได้ราคาถูกกว่าแน่นอน และไม่จำเป็นต้องซื้อประกันในเวบไปก่อน (เช่น booking.com จะมี option ให้ซื้อประกันไปเลยตอนจองรถแต่เป็นแค่ประกันขั้นต่ำคือ ประกันการชนหรือได้รับความเสียหายแก่ตัวรถเท่านั้น) เพราะพอวันจองจริงๆ บางบริษัทจะกึ่งบังคับให้เราซื้อของเขาอีก เคยโดนมาแล้วครับ เขาบอกมันเป็นข้อบังคับ…เพลียมาก เลยเสียเงินสองต่อ, อีกอย่างถ้าเที่ยวแบบ road trip บ่อยๆ ซื้อ GPS เป็นของตัวเองไปเลยจะคุ้มกว่าครับ ไม่ต้องเสียเงินเช่าแต่ละครั้ง ยกเว้นมี internet อาจใช้ google map แทนได้

ภาพ : Alberta, Canada

DSC_61942

~ เดี๋ยวนี้จะมีการจองรถได้หลายรูปแบบ ลองหาดูว่านอกจากจะเช่ารถจากสนามบินแล้ว จะสามารถเช่าในเมืองที่เราอยู่ได้หรือเปล่า แบบเป็นรายชั่วโมง กรณีที่เราไม่ได้ใช้รถทุกวัน ใช้แค่ตอนออกนอกเมือง ส่วนในเมืองก็นั่งรถสาธารณะเที่ยว

ที่ผมเคยใช้ เช่น Getaround.com ซึ่งต้องสมัครไปก่อนนะครับ ใช้เลขบัตรประชาชน/ใบขับขี่สมัครได้และรอเขาอนุมัติ ถ้าอนุมัติก็ใช้ได้เลย บริการ getaround จะมีแค่บางเมืองในอเมริกานะครับเช่น ซานฟรานซิสโก (ต้อง search ดูก่อนว่าเมืองไหนมีบ้างนะครับ) ~ รถของ getaround จะเป็นรถบ้านทั่วไป แล้วเจ้าของเขาปล่อยให้คนเช่าขับได้ ก็ดูรูปในเวบแล้วเลือกยี่ห้อ สภาพรถ เลือกราคาและจุดรับรถได้ตามสะดวก เขาจะจอดทิ้งไว้ (ตัวอย่างตามเครื่องหมายในแผนที่ด้านล่าง) แล้วเราก็ไปรับและขับได้เลย (มี app โหลดลงมือถือคอยบอกว่ารถอยู่ตรงไหน และใช้เปิดประตูรถผ่าน app ได้เลย) ส่วนของบริษัทอื่นต้องใช้ใบขับขี่ของอเมริกาเลยไม่ได้ลองใช้ครับ ~ รถส่วนใหญ่มีประกันของเจ้าของรถอยู่แล้ว เราไม่ต้องกังวล (แต่ต้องมี GPS ของตัวเองไปเองนะครับ ถ้าจะใช้)

Screen Shot 2559-06-15 at 7.43.47 AM copy

~ ใครบิตเก่งๆ หรือชอบเสี่ยงดวง พวกเวบไซต์จองโรงแรมหรือรถ จะมี express deal หรือให้บิตโรงแรมหรือรถราคาถูกๆ ได้ หลายคนได้โรงแรมห้าดาวในราคาไม่ถึง 100 USD ต่อคืนก็มีมาแล้ว (แต่ก็ต้องเสี่ยงหน่อยครับ เพราะตอนบิตเขาไม่บอกชื่อโรงแรม บอกแต่โซนที่ตั้งของโรงแรม เกิดโป๊ะเชะแบบผม โดนโรงแรมสุดห่วยที่นิวยอร์คไป ก็แย่หน่อย)

แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยว…

😦 ได้ยินบ่อยที่สุดที่จะเป็นสาเหตุให้เราไม่ได้ไปไหน ~ แต่ละคนก็มีเวลาแตกต่างกันไป ผมมาทำงานทำวิจัยที่อเมริกา ทำให้ไม่ยุ่งเหมือนตอนทำงานที่เมืองไทย จึงมีเวลาว่างวันหยุดแบบว่างจริงๆ ไม่ต้องทำงาน ดังนั้น ช่วงเวลาที่จะออกเดินทางได้ ก็ต้องคอยจ้องวันหยุดยาวที่ติดกันหลายๆ วัน และอาจลาต่ออีกนิดหน่อย จะได้ไม่เสียวันลามาก (และไม่เสียงาน) แต่การจับจ้องเดินทางวันหยุดยาวก็ต้องแลกกับตั๋วราคาสูงหน่อย แต่ก็จะแบ่งเบาไปได้ ถ้าวางแผนจองล่วงหน้านานๆ ครับ

ภาพ : San Francisco, California, US

06_with1 fogDSC_2862-3

สไตล์การเที่ยวของผมมักวางแผนเกือบทุกอย่างไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ได้มีเวลามากนัก

หลายคนบอกว่าการเที่ยวที่สนุก คือ การเที่ยวแบบไม่มีแผน ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นความจริงที่สุดครับ แต่ผมทำไม่ได้ 555 เพราะข้อจำกัดสำคัญคือ เวลาน้อย และยังสลัดความกลัวได้ไม่หมด (กลัวหลง กลัวไม่มีที่นอน กลัวเที่ยวไม่ทัน ฯลฯ) ทำให้ต้องวางแผนว่าจะไปที่ไหนบ้าง นอนที่ไหน เดินทางอย่างไร แต่ก็ต้องเตรียมคิดแผนสำรองไว้บ้าง ไม่งั้นมีอึ้งครับ เวลาตกรถไฟ รถไฟประท้วงไม่วิ่ง ฝนตก พายุเข้า เป็นต้น อีกอย่างการขอวีซ่าบางประเทศจำเป็นต้องมีแผนการเดินทางให้เขาดูอยู่แล้ว ไหนๆ จะทำแล้ว ก็ทำไปเลยทีเดียวดีกว่า

แล้วจะวางแผนอย่างไร ~ นี่แล้วแต่สไตล์แต่ละคนเลยครับ ปัจจุบันมีได้หลายทางเลือก ทั้งหนังสือท่องเที่ยว เวบบอร์ดรีวิวต่างๆ รวมไปถึงถามคนที่เคยไป ของผมได้ความรู้ส่วนใหญ่จาก pantip และ blog ต่างๆ ครับ เอามาปรับกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เรามี

~ ถ้าวางแผนจะเข้าสถานที่ท่องเที่ยวไหนที่ต้องซื้อตั๋ว ลองดูนะครับว่าควรจองออนไลน์ไปหรือเปล่า เพราะหลายที่ต้องซื้อล่วงหน้าไปก่อนไม่งั้นเต็ม (เช่น ขึ้นเทพีเสรีภาพ, เกาะ Alcatraz ที่ซานฟราน เป็นต้นครับ) หรือจะทำให้เราได้ลัดคิวไม่ต้องต่อแถว ประหยัดเวลาได้เยอะครับ

~ ที่พัก ผมว่าทำเลสำคัญกว่าราคา โดยเฉพาะถ้าเดินทางโดยรถสาธารณะไม่ได้ขับรถเอง ผมมักจะเลือกที่ๆ เดินทางค่อนข้างสะดวกด้วยรถสาธารณะ อาจเอาใกล้สถานีรถหรือสถานที่ท่องเที่ยว เพราะเราอาจประหยัดค่าเดินทางและประหยัดเวลาที่มีอันน้อยนิดได้อย่างดี บางครั้งตอนเดินทางมาถึงเมืองที่จะไปเราสามารถเอาของไปเก็บไว้ก่อนค่อยออกไปเที่ยว ไม่ต้องฝากกระเป๋าให้เสียเงินหรือแบกกระเป๋าหนักๆ ไปเที่ยวด้วย ~ ซึ่งบางทีอาจต้องแลกกับราคาที่แพงขึ้นมาอีกนิดนึง  ผมมักจะเลือกที่ยกเลิกได้ เพราะชอบนั่งหาไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจได้ที่ๆ ดีกว่าและถูกกว่าในภายหลัง

ภาพ : Springdale (near Zion National Park), Utah

03_DSC_9825

เดี๋ยวนี้มีทางเลือกที่พักเยอะมากครับ ทั้งโรงแรม, hostel (นอนเดี่ยวราคาประหยัดหรือนอนรวมแบบหอพัก), airbnb (บ้านคนที่แบ่งห้องให้เช่าพัก ราคาหลากหลาย), bed and breakfast (เป็นเหมือนบ้านมีหลายๆ ห้องแล้วเปิดให้เช่าพัก ซึ่งมักรวมอาหารเช้าด้วย หรือบางที่จะทำคล้ายโรงแรมเลย ราคาหลากหลาย)

00 agency

~ ถ้ามี internet ตอนเที่ยวนี่ ชีวิตจะดีขึ้นมากครับ เพราะผมหลงทางประจำ สงสัยชาติก่อนเกิดเป็นอะมีบามาก่อน เดินสะเปะสะปะมาก ขนาดเดินตามแผนที่ยังหลงครับ ถ้าไม่มี internet จริงๆ สามารถดาวน์โหลด app แผนที่ offline มาใช้ได้ ซึ่งที่เคยใช้ คือ Citymaps2Go และ Mapme ครับ ใช้ได้ดีทีเดียว หรือไม่ก็ search ใน google map หาวิธีการเดินทาง, รถ ฯลฯ ไปก่อน แล้วจดหรือ capture หน้าจอไว้ ก็ช่วยได้มาก

~ การเดินทาง ภายในเมืองหรือระหว่างเมือง เช่น รถเมล์ รถใต้ดิน ศึกษาได้จากเวบไซด์ของระบบขนส่งของเมืองนั้นๆ (search หาได้ง่ายจากอากู๋) ซึ่งมักให้ข้อมูลที่ดีอยู่แล้ว ทั้งราคาต่อเที่ยว ตั๋วใช้ได้นานกี่ชั่วโมง หรือมี pass อะไรบ้าง แล้วลองมาคำนวณดูว่าเราจะใช้บริการรถสาธารณะบ่อยแค่ไหน ซื้อ pass แล้วคุ้มหรือไม่ ถ้าไม่สะดวกอาจต้องขับรถ

ภาพ : San Francisco, California, US

03_DSC_3002

~ การเช่ารถ

>> ควรจองไปล่วงหน้าจะได้ราคาที่ถูกกว่าหน้าเคาน์เตอร์ (มาก)

>> สถานที่รับรถที่ถูกที่สุด คือ สนามบิน ถ้ารับที่บริษัทในเมืองจะแพงกว่า

>> การรับและคืนรถควรเป็นที่สนามบินเดียวกัน (การคืนต่างสนามบินราคาจะแพงกว่า)

>> การเติมน้ำมันควรเลือกที่จะเติมให้เต็มตอนคืนรถจะประหยัดกว่า option อื่นครับ

>> GPS, ประกันรถ หรือการเช่าแบบรายชั่วโมงก็ตามรายละเอียดที่เล่าไปข้างบนครับ

>> ทำใบขับขี่สากลไปก่อน โดยวิธีการทำไม่ยากและรวดเร็วมาก ราคา 500 บาท ที่กรมขนส่งทางบก และอย่าลืมว่าต้องมีใบขับขี่ที่เป็นบัตรแข็ง (มีชื่อนามสกุลภาษาอังกฤษบนบัตร) ไปด้วยเสมอนะครับ เพราะบางที่ก็ขอดู ถ้าไม่มีให้ดู ก็ไม่ได้เช่านะครับ ถึงจะมีใบสากลก็เถอะ เคยโดนมาแล้ว

~ เตรียมมาตรการความปลอดภัยให้ดี เอกสารสำคัญต่างๆ เช่น พาสปอร์ต หรือตั๋วต่างๆ ควรถ่ายรูปเก็บไว้ หรือ print ออกมาเก็บไว้อีกชุด ของมีค่าเก็บให้มิดชิดใส่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้า ระวังเป้หลัง หรือมาสะพายด้านหน้าก็ดี กรณีที่ไปที่ๆ ไม่แน่ใจเรื่องโจรกรรม ระวังไว้ดีกว่าครับ ~ ที่สำคัญสำหรับคนใช้รถ เวลาจอดรถ ห้ามวางถุงหรือกระเป๋าทิ้งไว้ในรถ เพราะถึงจะเป็นถุงเปล่าหรือของไม่มีค่า โจรมันไม่รู้มันก็ทุบกระจกมาเอาอยู่ดีนะครับ โดนกันบ่อยๆ ในอเมริกา

~ หา ช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการเดินทางไปในแต่ละเมือง เช่น

>> ช่วงไหนหนาว เมืองไหนมีหิมะ ก็หลีกเลี่ยง ถ้าไม่ได้อยากไปเล่นสกีหรือหิมะ หรืออุทยานบางที่ ถนนบางสาย ปิดช่วงฤดูหนาว ต้องเช็คดูก่อนครับ

>> โซนทะเลทราย เช่น แถว Utah, Death Valley, Grand Canyon ฯลฯ ก็อย่าไปฤดูร้อน (ร้อนทะลุปรอทเกิน 40 องศาแน่ๆ จะทำให้เราเที่ยวได้ไม่มากและเหนื่อยเพลียเกินไป)

>> ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแต่ละโซน แต่ละรัฐ อาจไม่พร้อมกัน หรือบางที่ก็ไม่มีใบไม้เปลี่ยนสี เช็คดูให้ดีก่อน

>> ฤดูใบไม้ผลิหลายที่มีเทศกาลซากุระ (cherry blossom) ในหลายๆ เมือง เช่น วอชิงตันดีซีจะมีช่วงเดือนเมษายน เป็นต้น พวกอุทยานแห่งชาติ ควรเลือกไปช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน หรืออยากไปชมความงามของใบไม้ร่วงหรือหิมะขาวปกคลุม ก็หาข้อมูลและตัดสินใจดูครับ

สลัดความกลัว และเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ก็ออกเดินทางกันได้เลยครับ…

ภาพ : San Francisco, California, US

00_DSC_3869

ติดตามในกระทู้ต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ

One comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s