ฝรั่งเศสเมืองรอง 2018: วิหาร Mont Saint-Michel

Mont Saint-Michel (มงแซงมิแชล) ชื่ออ่านยาก จนกลับมาแล้วยังอ่านผิดๆ ถูกๆ แต่ความสวยงามนี่รับรองจำไม่ลืม

Mont Saint-Michel เป็นวิหารบนเกาะกลางน้ำที่องค์กร UNESCO ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 วิหารนี้อยู่อยู่ปากแม่น้ำ Coeusnon ในแคว้น Normandy ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากัน จากสถิติมีนักท่องเที่ยวมากันถึงปีละกว่า 3 ล้านคน

 

กระทู้เมืองรองอื่นๆ

Strasbourg >>> คลิ๊ก!

Colmar >>> คลิ๊ก!

 

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับที่นี่

  • จุดเริ่มต้นในการสร้างวิหารนี้เกิดจากความฝันของนักบุญโอแบร์ (Aubert) ว่ามีเทวดา Archangel Michael มาบอกให้สร้างวิหารนี้ขึ้นมา แต่ความฝันนี้ถูกละเลยจนครั้งที่ 3 ที่นักบุญได้ตื่นมาและพบว่ามีรอยแผลอยู่บนหน้าผาก จึงได้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและได้เริ่มต้นการสร้างวิหารนี้ขึ้น
รูปสลักของนักบุญ Aubert และเทวดา Michael
  • วิหารนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 709 และสร้างนานมาก หลายยุคหลายสมัย โดยตัววิหารสร้างจากหินแกรนิตซึ่งขนมาจากต่างแคว้น น่าจะลำบากน่าดูและถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก เพราะจะขนกันมาได้ก็ตอนน้ำลด

  • ที่นี่เคยถูกทำเป็นคุกขังนักโทษอยู่ช่วงหนึ่ง คงเป็นเพราะมีทำเลเป็นเกาะ จนภายหลังได้ยกเลิกและถูกบูรณะให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จนได้ประกาศเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมในเวลาต่อมา
  • ที่นี่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเมือง Minas Thirith เมืองหลวงของ Gondor ในภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Rings

  • ปัจจุบันบนเกาะนี้มีชาวท้องถิ่นอาศัยอยู่น้อย น่าจะหลักสิบคน เพราะส่วนใหญ่เขาจะเดินทางมาทำงาน เปิดร้าน แล้วก็ออกไปพักกันนอกเกาะ
  • สะพานข้ามไปยังวิหารในปัจจุบันนี่สร้างขึ้นมาแทนถนนของเดิม เพราะถนนทำให้ทางเดินของน้ำเปลี่ยนมีผลต่อระดับน้ำและธรรมชาติ เขาเลยทุบทิ้งและสร้างสะพานนี้ขึ้นมาแทน
  • ที่นี่มาได้ทุกฤดูเลย แต่ที่เห็นในรูปจนทำให้อยากมา คือ ช่วงทุ่งหญ้าเขียวขจีมีฝูงแกะเล็มหญ้า หรือช่วงน้ำขึ้นได้เห็นเงาสะท้อนของวิหาร แบบรูปด้านล่าง…แต่ตอนมานี่ปลายฤดูร้อนละ น้ำแห้งหมด แต่ก็ยังสวยอยู่ดีครับ

ถ้าอยากไม่พลาดช่วงน้ำขึ้น ลองหาข้อมูลจาก ลิงค์นี้ ก่อนได้ครับ


การเดินทาง

มี 2 ทางเลือก

  1. ขับรถไปเอง สะดวกสุด
  2. รถสาธารณะ โดยถ้าเร่ิมจากปารีส ก็ขึ้นรถไฟมาลงที่เมือง Rennes และต่อรถบัส มาที่ Mont Saint Michel อีกที (ที่ Mont Saint-Michel ไม่มีสถานีรถไฟ) โดยสถานีรถบัสอยู่หน้าสถานีรถไฟเลย เดินตามป้ายบอกชัดเจน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า

การเดินทางต่อจากสถานีรถบัสหรือที่จอดรถไปยังวิหาร

นักท่องเที่ยวทั่วไปนี่ไม่สามารถขับรถข้ามสะพานไปยังเกาะได้ครับ สามารถเดินทางไปต่อได้หลายวิธี

  1. เดิน (เกือบๆ 3 กิโลเมตร)
  2. รถ shuttle (บริการฟรี) ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง มีให้บริการตั้งแต่เช้าประมาณ 7 โมงไปจนถึงดึกๆ
  3. ขี่จักรยาน
  4. รถม้า (เสียตังค์)
Shuttle bus
รถม้า

แผนที่เมือง

ที่นี่สามารถเที่ยวเป็น one-day trip ได้ เพราะเดิน 2-3 ชั่วโมงก็ทั่ว ช่วงดึกๆ หรือเช้าๆ ก็ไม่มีอะไรให้ทำนัก (ยกเว้นชอบถ่ายรูปอยากเก็บแสงเช้า แสงเย็น) ถ้าขับรถจะสะดวกหน่อยเพราะจะอยู่มืดแค่ไหนก็ได้ไม่ต้องห่วงเรื่องรอบรถบัส แต่ถ้ามารถสาธารณะแล้วอยากดูวิวกลางคืน คงต้องค้างซักคืนนึง ที่พักนี่มี 2 ทางเลือก คือ

  1. พักบนเกาะ กลางคืนจะเงียบมากๆๆๆ เพราะคนจะไม่ค่อยอยู่บนเกาะ พวกร้านค้า ร้านอาหาร พอปิดแล้วเขาก็ออกมาจากเกาะกัน เหลือคนท้องถิ่นอยู่ไม่กี่คน (หลักสิบ) ราคาโรงแรมก็แพงใช่เล่นครับ แต่น่าจะได้บรรยากาศเมืองเก่า
  2. พักบนแผ่นดินตรงทางไปเกาะ เป็นโซนเล็กๆ มีโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ราคาจับต้องได้ ที่พักดีทีเดียวครับ

แต่ระวังไว้ว่าร้านอาหารปิดเร็วมาก คือประมาณว่า เปิดทุ่มนึง ปิดสองทุ่มครึ่ง !! แม้กระทั่งร้านอาหารของโรงแรมก็ตาม…ผมไม่รู้มัวแต่เดินเล่นที่เกาะ กว่าจะกลับก็เกือบสามทุ่ม สรุปคือ อดอาหารลดความอ้วนกันไป ปล. ถ้าวางแผนจะกิน บางร้านที่ดังๆ ให้จองโต๊ะไว้ก่อนก็ดีครับ เพราะร้านน้อย ปิดเร็ว ที่นั่งเต็ม ไม่อย่างนั้นจะได้อดอาหารลดความอ้วนตามๆ กันไปอีกกก

Mont Saint-Michel

มองเห็นแต่ไกลๆ มันสวยมากจริงๆ นี่ถ้าเป็นฤดูที่ทุ่งหญ้าเขียว น้ำขึ้น และมีฝูงแกะ นี่คงจะฟินมากโข ตอนที่ไปไม่มีน้ำรอบเกาะ เลยเดินเล่นได้รอบ แต่จริงๆ เดินได้แค่ครึ่งเดียว มันมืดซะก่อน

ตัวเกาะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 960 เมตร ความสูงจากพื้นจนถึงยอดนี่ประมาณ 155 เมตร (ส่วนของตัววิหารเองสูงประมาณ 78 เมตร) วิหารนี้สร้างด้วยหินแกรนิต บนยอดมีรูปสลักทองของ Saint Michel

อยากได้รูปเงาสะท้อนวิหารบนพื้นน้ำ นี่ได้มาแค่แอ่งน้ำเล็กๆ ก้มๆ เงยๆ อยู่นาน ได้รูปมาแค่รูปล่างนี้ ถ่ายเสร็จก็มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาก้มๆ เงยๆ ตาม แล้วก็เดินจากไป เขาคงนึกในใจว่าไอ้นี่มันถ่ายอะไรฟระ (ฮา)

พอเริ่มมืดเขาก็เริ่มเปิดไฟสวยไปอีกแบบ

เงาสะท้อนบนแอ่งน้ำเล็กๆ (ฮืออออ)
ได้ช่วงแสงทไวไลท์มานิดนึง

เดินเล่นรอบเกาะ

ไฮไลท์ไม่ได้อยู่แค่วิวรอบนอกนะครับ ภายในก็น่าเดินไม่แพ้กัน ได้บรรยากาศเมืองเก่า มีร้านค้าน่ารักๆ มากมาย และที่พลาดไม่ได้คือ เข้าไปดูภายในวิหาร (Abbey) บนยอดเขาด้วย ซึ่งทางเข้าวิหารปิดประมาณห้าโมงเย็นแล้วแต่ฤดู แต่ผมพลาดครับ เพราะไปถึงก็หกโมงเย็นแล้ว

ประตูเมือง

ผ่านเข้ามาจากประตูเมืองก็จะเจอ La mère Poulard ที่เป็นทั้งโรงแรมและร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่ใครๆ ก็ต้องมามุง (แต่ไม่กิน 555) เขามีอาหารแนะนำคือ ไข่เจียวโบราณที่ทอดบนเตาถ่านหน้าร้าน

เดินเล่นในเมืองไม่ยากครับ เดินไปตามทาง เจอบันไดก็ข้ึน เดินไปรอบๆ ถ้ามากลางวัน ร้านค้า ร้านอาหารเปิดหมด คงจะคึกคักไม่น้อยเลย ตอนนี้เงียบมากกกก (ประมาณทุ่มนึง) ร้านปิดเกลี้ยง

เดินไปชมวิวไป ได้ทั้งวิวเมืองและวิวธรรมชาติรอบๆ เกาะ

เงาสะท้อนของวิหารบนพื้นทราย

เดินวนรอบเห็นวิหารอยู่บนยอดใกล้ๆ สวยมาก มีจุดแวะพักถ่ายรูปมากมาย

เพราะว่าผมไปถึงเย็นแล้ว เลยได้แต่มองตัววิหารกันตาปริบๆ อยู่รอบนอก เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปด้านในเขตวิหาร


ภายในวิหาร

เนื่องจากผมไม่ได้เข้าด้านใน เลยเอารูปจากอินเตอร์เนตมาให้ดูกันครับ

Getting around

โซนที่พัก ร้านค้า ก่อนขึ้นเกาะ สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ ระหว่างรอรถ shuttle

มีวัวมากมายเต็มไปหมด


ดูเป็นแค่วิหารบนเกาะเล็กๆ แต่ได้หลากหลายอารมณ์ความประทับใจมากครับ ทั้งได้เสพวิวโดยรอบ เดินเล่นเมืองเก่า ร้านค้าของที่ระลึก อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากปารีส เดินทางก็สะดวก แบบนี้ไม่มาไม่ได้แล้ว!

 

 

 

About Breathe My World 60 Articles
A man who love travelling the world.

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*