สารภาพตามตรงว่าก่อนมา ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มาก่อน ได้ยินแต่คนบอกว่าอยากไปโครเอเชีย ไอ้เราก็รู้จักแต่เมือง Dubrovnik ที่เป็นที่ถ่ายทำ Game of Throne (แต่ก็ไม่เคยดูนะครับ) แต่ที่นี่ก็ยังไม่เคยอยู่ใน list ที่ๆ จะไปเลย จนได้มีโอกาสมาเที่ยวที่อิตาลี มีเพื่อนชวนมาเที่ยวต่อที่โครเอเชีย เลยเกิดสนใจขึ้นมาบ้าง แต่เวลามีแค่ 3 วันเอง และส่วนตัวเป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติมากกว่าเที่ยวเมือง เพื่อนมันเลยเสนอว่า งั้นไป Plitvice กัน พอค้นๆ ดูรูปใน google ดู ก็เลยตกลงปลงใจอย่างง่ายดาย
เนื่องจากไปที่นี่ที่เดียว ส่วนอื่นของโครเอเชีย ผมก็ยังไม่รู้จักอยู่ดีครับ ไว้มีโอกาสคราวหน้า ค่อยไปค้นหาอีกที ที่นี่ใช้ วีซ่าเชงเก้น ครับ ผมมีเชงเก้นจากอิตาลีอยู่แล้วเลยไม่ต้องทำของโครเอเชีย จึงไม่ได้มีคำแนะนำการทำวีซ่าเชงเก้นโครเอเชียให้นะครับ
จากอิตาลีผมบินมาลงที่เมืองหลวงของโครเอเชีย คือ Zagreb และเดินทางต่อไปที่ Plivice ต่อ และขากลับไทยก็บินกลับจาก Zagreb ครับ จริงๆ จากอิตาลีมีอีกวิธีที่จะเดินทางมาโครเอเชียได้คือ นั่งเรือมาครับ มาลงที่เมืองริมฝั่งทะเล ถ้ามีเวลาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว ลองหาข้อมูลได้จาก ที่นี่ ครับ
ที่เที่ยวยอดนิยมอื่นๆ ในโครเอเชีย
สารบัญ
Plitvice Lakes National Park
ข้อมูลทั่วไป
Plitvice Lakes National Park (พลิตวิเซ่) (เวบไซด์อุทยาน) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย และเป็นมรดกโลกประกาศโดย UNESCO ระยะหลายปีให้หลัง มีคนพูดถึงและเดินทางไปที่นี่มากขึ้นทุกปี และมีบริษัททัวร์ยุโรปพ่วงที่นี่เข้าในโปรแกรมกันมากขึ้น
อุทยานมีทะเลสาบทั้งหมด 16 แห่ง ซึ่งอยู่ในระดับความสูงที่ต่างกัน แต่ต่อเนื่องกันหมด ทำให้เห็นเป็นน้ำตกมากมาย สีของน้ำเป็นสีเขียวมรกตสวยมากครับ สามารถเที่ยวได้ทั้งปี ในฤดูร้อน (สีเขียวชอุ่ม ทั่วทั้งอุทยาน) ฤดูใบไม้ร่วง (สีแดง ส้มของต้นไม้ใบไม้ และสีเขียวของทะเลสาบ ตัดกันสุดๆ) และฤดูหนาว (พื้นที่บางส่วนปกคลุมด้วยหิมะ **ช่วงนี้ (ประมาณเดือน พ.ย.-ธ.ค. เรืออาจปิดไม่ได้ล่องครับ) มีเสน่ห์แตกต่างกันไป
การเดินทาง (ถ้าไม่ได้มากับทัวร์)
ผมมีจุดตั้งต้นที่เมืองหลวงของโครเอเชีย คือ Zagreb บางคนอาจเดินทางมาจาก Split หรือ Zadar ก็ได้ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่หน่อยที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีรถบัสบริการวิ่งมาที่อุทยานได้ การเดินทางทำได้หลายวิธี เช่น
1. รถยนต์
– เป็นพวงมาลัยซ้ายครับ ถ้าไม่คุ้นอาจขับยากหน่อย ลองอ่านคำแนะนำการขับพวงมาลัยซ้ายดูจาก ลิงค์นี้ ครับ ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่อเมริกาครับ ให้ทำใบขับขี่สากลจากเมืองไทยมาด้วย
– เป็นวิธีที่ยืดหยุ่นที่สุด เพราะขับเอง ออกตอนไหน กลับตอนไหน พักที่ไหนก็ไม่เป็นปัญหานัก โดยรถยนต์ที่นี่เป็นพวงมาลัยซ้าย กฎจราจรต่างๆ ก็คล้ายๆ ยุโรปเมืองอื่นๆ หรืออเมริกา ถนนขับง่าย ถนนดีครับ (ผมเคยขับแต่แถว Zagreb และทางไปอุทยาน เมืองอื่นๆ ยังไม่เคยนะครับ)
– บริษัทเช่ารถมีมากมายที่สนามบินเลย จองล่วงหน้าก่อนได้ตามเวบต่างๆ ** แต่ตอนจองควรเลือกหรือระบุว่าเป็น เกียร์ออโต้ นะครับ (ยกเว้นขับเกียร์กระปุกเป็น) เหมือนที่นี่เขาใช้เกียร์กระปุกเป็นส่วนใหญ่ **
ข้อเสียของขับรถมาเอง
– ที่จอดรถในเมืองหาค่อนข้างยากและเสียเงิน เช่น ค่าจอดประมาณ 3 kuna ต่อชั่วโมง บางโซนกลางคืนจะจอดฟรี แต่ต้องเอารถออกก่อน 7 โมง เป็นต้น ถ้าจะขับแนะนำให้หาโรงแรมที่มีที่จอดรถให้ (ควรคอนเฟิร์มที่จอดกับทางโรงแรมก่อนนะครับ บางทีต้อง reserve ที่ไว้ ของผมคืนสุดท้ายลืมคอนเฟิร์ม สรุปต้องไปหาที่จอดนอก รร. และก็หาไม่ได้ เลยต้องขับรถไปคืนสนามบิน 555)
– ไปอุทยาน ก็เสียค่าจอดนะครับ ประมาณ 7 kuna ต่อชั่วโมง (โหด)
2. รถบัส มีหลายบริษัทและวิ่งเป็นเวลา จะซื้อที่สถานีหรือจองออนไลน์ก่อนไปก็ได้ ตาม เวบนี้ เลยครับ จะมีป้ายจอดที่ Entrance 1 และ 2 แต่อาจขึ้นอยู่กับรถด้วยครับ เช็คป้ายและรอบบัสก่อน ที่นี่ ครับ
ตารางรถบัสกลับจากอุทยาน
แต่ก็มีรถบัสของบริษัทอื่นๆ ด้วยครับ เช็คดูเวลาได้จาก www.getbybus.com ครับ
ถ้าขับรถมาเองสามารถเข้าตัวอุทยานได้ 2 ที่ คือ Entrance 1 และ Entrance 2 ก็เลือกเอาตามระยะทางจากที่พัก ของผมพักใกล้ Entrance 2 ก็เริ่มเดินทางเข้าจาก Entrance 2 ครับ
พักที่ไหนดี
มีให้เลือกมากมาย แต่ส่วนใหญ่อยู่รอบนอกของอุทยาน ตอนผมจอง เห็นหลายๆ โรงแรมในแผนที่เห็นใกล้ทางเข้าอุทยานมาก เช่น 1-2 กิโลเมตร น่าจะเดินได้สบายๆ ตอนแรกเลยว่าจะใช้บริการรถบัส แต่โชคดีมากที่เปลี่ยนใจเป็นเช่ารถแทน เพราะพอเห็นถนนจริงนี่ถ้าเดินริมถนนเป็นกิโล น่ากลัวโดนรถสอยเหมือนกันครับโดยเฉพาะถ้ามืดๆ มันมีแค่ไหล่ทางแคบๆ ไม่มีทางเท้าชัดเจน ไม่มีไฟถนนด้วย ตามรูปด้านล่างเลยครับ
ราคาโรงแรมที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด ส่วนใหญ่จะใช้ชื่อเป็น apartment และมักมีอาหารเย็นให้ด้วย (เสียเงิน) เพราะโดยรอบอุทยานไม่มีร้านอาหารให้กินเลย (แต่ในอุทยาน มีหลายที่ แต่เป็นแบบง่ายๆ ธรรมดา และมีที่ใหญ่หน่อยที่เดียวตรง entrance 2 ครับ) ก็ต้องอาศัยกินของโรงแรมนี่ล่ะ ผมพัก Plitivice Miric Inn ห้องพักดี บริการดี อาหารเย็นเป็นเซ็ต อร่อยมากก
มีเหล้า homemade ด้วย น่าจะแรงมาก เพราะแค่จิบปลายลิ้นนี่วูบวาบขึ้นหัวเลยทีเดียว
ถ้าจะพักในอุทยานก็มีหลายโรงแรมให้เลือก แต่มักจะแพงกว่า และเต็มเร็ว ต้องจองแต่เนิ่นๆ ครับ เช่น Hotel Jezero, Hotel Plitvice, Hotel Bellevue เป็นต้น
มาเมื่อไรดี ?
มาได้ทุกฤดู แต่ช่วงฤดูหนาวประมาณ พ.ย.ถึง ธ.ค. อาจล่องเรือไม่ได้ครับ และราคาค่าเข้าไม่เท่ากันในช่วงแต่ละปีมีทั้งตั๋วเที่ยววันเดียวและเหมาเที่ยว 2 วัน
คำแนะนำ : ถ้าเลือก trail ที่ไม่ไกลมากและดูหลายๆ อย่างได้ครบ เช่น E และ F+K นิดหน่อย แบบของผม >>> วันเดียวเดินเที่ยวเช้า-บ่ายก็จุใจครับ แต่จะเหนื่อยมาก ถ้าไม่รีบและมีเวลาหน่อย แนะนำเที่ยว 2 วันครับ เช่น บ่ายวันที่ไปถึงและเช้าวัดถัดมา
UPDATE ราคาค่าเข้าปี 2018 เห็นแล้วตกใจครับ ผ่านไปแค่ 2 ปี (เดิมผมไปตอนปี 2016) ราคาขึ้นมหาศาลมาก ถ้าจะไปเช็คราคาก่อนได้ที่เว็บไซด์ของอุทยาน ที่นี่ ครับ ราคาเขาจะแบ่งตามเดือน
– เดือน พฤศจิกายน ถึง มีนาคม – low season
– เดือน เมษายน ถึง มิถุนายน และ กันยายน ถึง ตุลาคม
– เดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม – high season
ค่าตั๋วเข้านี่รวมพาหนะทุกอย่างในอุทยานแล้ว ได้แก่ เรือและรถบัส
สภาพอากาศที่นี่ค่อนข้างแปรปรวนทีเดียว คาดเดาไม่ได้ พยากรณ์อากาศเปลี่ยนวันต่อวัน เห็นหลายคนไป บางทีฝนตก มีหมอก บางทีน้ำท่วมสะพาน ทำให้บางส่วนปิดเดินไม่ได้ อย่างของผมไปช่วงต้นเดือน พ.ค. ดันมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน และมีการซ่อมแซมสะพานที่เดินด้านล่าง ทำให้ส่วนของ lower lake ได้เดินแต่ด้านบน เสียดายมากๆ
เวลาเปิด-ปิด
1. อุทยานเปิด 7.00-20.00 น.
2. เรือที่วิ่งในอุทยาน จะออกทุก 30 นาที และเรือเที่ยวสุดท้ายประมาณ 19.00 น. (แล้วแต่เรือนะครับ เช็คให้ดีก่อน เพราะตกเรือล่ะแย่เลย)
รถบัสในอุทยาน ดูคล้ายๆ รถบรรทุก
เกริ่นนำ
อุทยานจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ Upper lake และ Lower lake และมีทางเดิน (trail) ให้เลือกเดินตามความชอบ (และความอึด)
จาก Entrance 1 จะมี
– A (3.5 km) เดินเฉพาะ lower lake เดินวนอย่างเดียวไม่ได้ขึ้นเรือ (2-3 ชั่วโมง)
– B (4 km) เดินเฉพาะ lower lake (ไม่มี Big Waterfalls) และขึ้นเรือ (3-4 ชั่วโมง)
– C (8 km) ได้เดินทั้ง lower lake (ไม่มี Big Waterfalls) และ upper lake โดยมีขึ้นเรือและบัส เป็นช่วงๆ (4-6 ชั่วโมง)
– K (18 km) เดินอย่างเดียวทั้ง upper และ lower lake (6-8 ชั่วโมง)
จาก Entrance 2 จะมี
– E (ประมาณ 3-4 km) เดินเฉพาะ upper lake
– F (เป็นทางสวนของ B)
– H (เป็นทางสวนของ C)
ตัวอย่าง trail H : เส้นทึบสีส้มเป็นเส้นทางเดิน ส่วนเส้นประส้ม เป็นเส้นทางรถบัส และเส้นประน้ำตาล เป็นทางเรือครับ
ถ้ามีเวลาแนะนำให้เดิน C หรือ H แล้วแต่ว่าเริ่มทางไหน เพราะเดินได้ครบทั้งส่วน lower และ upper lake (แต่จะขาด Big waterfalls ซึ่งเป็นส่วนของ trail K) ของผมไปถึงช่วงบ่ายแล้ว คงเดินเต็ม trail ไม่ได้ เลยแบ่งวันละครึ่ง คือวันแรก เดินครึ่ง upper part (จะคล้ายๆ trail E) และอีกวัน เดินครึ่ง lower part (จะคล้ายๆ trail F) และเพิ่มส่วนของ trail K เล็กน้อยเพื่อจะเดินไปดู Big Waterfalls ด้วย
ฝนตกทั้งวัน เล่นเอาใจเสียเลย เพราะตอนขับรถมามืดฟ้ามัวดินมาก คิดในใจว่า สงสัยจะไม่เห็นอะไรแน่นอน แต่โชคเข้าข้างมากๆ ครับ เพราะพอบ่ายสามฝนหยุด เริ่มมีแสงมา พอวันที่สอง ฝนตกตลอดก็จริง แต่ปรอยๆ และช่วงสายๆ ถึงบ่ายโมง ที่เราเดินกัน มีแสงลอดลงมาบ้าง ไม่มีหมอกทำให้ไม่มืดมาก
เริ่มลุยกันเลยครับ
วันแรก Trail E
เริ่มต้นเดินกันประมาณบ่ายสาม เพราะพยากรณ์อากาศ ฝนหยุดพอดี ตามเส้นทาง trail E ครับ ซึ่งก็คือ เดินรอบ Upper lakes
คร่าวๆ คือ เริ่มจาก Entrance 2 ไปขึ้นเรือที่ P1 ข้ามไป P2 แล้วก็เดินๆๆๆ จนไปสิ้นสุดที่สถานีรถบัส ST 4 (ด้านบนของแผนที่) และนั่งบัสกลับมาที่ ST 1 ตรง Entrance 2 ครับ
ผมชอบ trail นี้มาก เพราะทางเดินส่วนใหญ่อยู่ด้านล่าง ทำให้สองข้างทางเป็นทะเลสาบ น้ำตก และต้นไม้ ตลอดทาง สวยมากครับ
Information center ตรง Entrance 2
แต่กว่าจะถึงสถานีบัสหรือท่าเรือ ก็ต้องเดินวอร์มอัพกันหน่อยครับ สองข้างทางก็ทำให้เรามีแรงฮึด เพราะแค่เริ่ม ก็สวยแล้ว เขารักษาอุทยานได้ดีมาก
ระหว่างทางได้ยินเสียงน้ำตกตลอดเวลา
เลือก trail ไหน ก็เดินตามตัวอักษรไปเลยครับ ไม่มีหลง
พอมาถึงท่าเรือ ยืนสูดหายใจลึกๆ มันใหญ่และสวยมากครับ (ดูเวอร์ 555 แต่จริงครับ) สวยกว่าในรูปมากนัก
ถึงแล้ว ท่าเรือ P1
น้ำเป็นสีมรกต ใสมากกกกก
มองไปฝั่งตรงข้ามก็เห็น ท่าเรือ P2
ท่านี้สวยมากครับ
ทางเดินส่วนใหญ่เป็นทางไม้ทำอย่างดีครับ แต่มีเป็นขั้นๆ ขึ้นลง เดินระวังนิดนึงเพราะบางทีมันไม่เห็นว่าเป็นขั้น เนื่องจากสีมันกลืนกันไปหมด ผมเกือบหน้าคว่ำหลายทีเลย (เพราะมัวแต่ก้มๆ เงยๆ ถ่ายรูป 555)
เดินไป เดินไป ก็ “โอโหๆ” เป็นระยะๆ เพื่อนมันคงคิดว่าบ้าหรือเปล่า 555
มีน้ำท่วมทางเป็นระยะๆ
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มากันเป็นกลุ่มทัวร์ครับ มาทีพรึ่บ ต้องยืนรอแป๊บนึง ถึงได้วิวที่คนน้อยหน่อย
ทางเดินบางส่วนเป็นทางดิน ถ้าฝนตกก็แฉะพอสมควรครับ
วันแรกเราใช้เวลาเดินกันประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ไม่เหนื่อยเท่าไร และนั่งรถบัสกลับ Station 2 และกลับที่พักครับ และเฝ้าภาวนาให้พรุ่งนี้ฝนไม่ตก…
วันที่สอง Trail F ผสม K
ตื่นมาด้วยความผิดหวัง เพราะฝนโปรยอย่างแรงตั้งแต่เช้า จนซาหน่อย ก็เลยเดินไปที่ Entrance 2 อีกครั้ง แต่พอซักเก้าโมง ก็เทลงมาอย่างหนัก 555 นั่งหมดอาลัยกันอยู่ในร้านอาหารตรงต้น trail (โชคดีไม่ได้ติดฝนระหว่างเดิน) แต่เหมือนฟ้าเข้าข้าง ฝนซาลงและพอมีแสงบ้าง ไม่มีหมอก เลยเริ่มออกเดินกันต่อ แต่ก็ตกตลอดนะครับ แต่ไม่แรงมาก (ลืมบอกไป เราซื้อเสื้อกันฝนกันที่ร้านขายของที่ระลึกตรง Entrance 2 เพราะไม่มีร่ม)
แผนการเดินของเราในวันนี้จะไปตาม Lower lakes กันครับ
ซึ่งส่วนใหญ่ของ trail ที่ lower lake จะอยู่มุมสูง มีทางข้ามทะเลสาบซึ่งเดินลงตามสะพานไม้ด้านล่างเพื่อชมวิวน้ำตกอย่างใกล้ชิด ซึ่งน่าจะสวยมากๆๆๆ แต่….
ผมเริ่มขึ้นบัสจาก Station 2 (ตรง entrance 2) ไปยัง station 1 (ทางด้านขวาของภาพ) เพื่อเดินตามเส้นสีส้มเดินข้ามไปมาต่อไปยังท่าเรือ P3 แล้วค่อยขึ้นเรือกลับมายัง Bus station 2 ซึ่งทางนี้จะได้เดินข้ามสะพานที่เดินผ่านน้ำตกด้านล่าง แต่เขาปิดเนื่องจากซ่อมสะพาน
เลยต้องเดินข้ามไป P3 แบบตรงๆ แทนตามรูปด้านล่าง (อดเดินข้ามสะพานไม้ตรงจุดที่เป็นไฮไลท์แห่งหนึ่งของที่นี่) แต่ก็เป็นสะพานข้างล่างเหมือนกัน แต่ไม่สวยเท่าไร พอข้ามสะพานมา ถ้าเป็น trail F ของจริง จะไปขึ้นเรือที่ P3 กลับมายัง Station 2 (ตามเส้นประสีส้มรูปบน) แต่เราก็เดินย้อนไปตามเส้นสีม่วงแทนครับ (ซึ่งเป็นส่วนของ trail K) เพราะมีจุดชมวิวที่สวยอีก 2-3 แห่ง และสุด trail จะเป็น Big waterfalls สวยคุ้มค่าเดินครับ และเดินต่อไม่ไกลมาก แล้วค่อยเดินย้อนกลับมา P3 อีกที (งง ไหมครับ ผมก็งง 555)
และก็มาถึงจุดไฮไลท์ของที่นี่ มุมมหาชน ปกติคนจะเดินตามสะพานด้านล่างได้ แต่ตอนนี้ปิด เสียดายมาก
ลักษณะเฉพาะของที่นี่คือทะเลสาบมากมาย หลายระดับความสูงลดหลั่นกัน เชื่อมต่อกันทำให้กลายเป็นน้ำตกทั่วอุทยาน
เดินมาจนถึง Entrance 1 และค่อยย้อนกลับตามเส้นทางในแผนที่
พอเดินข้ามมาอีกฝั่ง และเดินย้อนตามเส้นสีม่วงไปตาม trail K ที่บอกไปตอนต้น ทางเดินเส้นนี้ไม่ค่อยดีนัก เป็นดิน เป็นหิน และบางส่วนต้องเดินตามไหล่ทางของถนน และนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย แต่คุ้มที่จะเดินครับ
มองกลับไปอีกฝั่งที่เราเพิ่งเดินกันมา จะเห็นว่ามีสะพานไม้เดินยาวๆ ซึ่งปิด (ยิ่งตอกย้ำความเสียดาย 555)
ซ่อมสะพาน
ทางเดินบางส่วนเป็นถนน
สิ้นสุด trail ที่ Big waterfalls ฝนตกปรอยๆ ลมแรง ถ่ายกี่รูปก็มีหยดน้ำเต็มหน้ากล้องไปหมด
สุดท้ายมาจบที่ไอโฟน 555 ดูแจ่มกว่ากล้อง DSLR อีกแฮะ
และเดินกลับมาที่ท่าเรือ P3
นั่งเรือจาก P3 กลับ P2 และข้ามกลับมา P1 อีกทีเพื่อกลับ
เราใช้เวลาเดินตามทางนี้ไม่นานเท่าที่เขาบอก เพราะเส้นทางด้านล่างดันปิดไปบางส่วน แต่แค่นี้ก็สวยมากแล้วครับ จากนั้นก็เดินทางกลับ Zagreb ช่วงบ่ายแก่ๆ ครับ และก็กลับเมืองไทยจาก Zagreb ครับ
มาที่นี่แป๊บเดียว แต่เก็บเกี่ยวความประทับใจไปเต็มเปี่ยมครับ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะกลับมาเก็บเมืองสวยๆ ที่เหลือครับ โดยเฉพาะเส้นทางริมทะเลจากอุทยานลงไป Dubrovnik เขาว่าสวยมากก
I don’t even know how I ended up here, but I thought this post was good.
I do not know who you are but certainly you are going to a famous blogger if you aren’t already 😉
Cheers!
กำลังจะไปเดือนมีนาคม 2019 อ่านได้รายละเอียดมากเลยค่ะ
ภาพสวยงาม ขอบคุณมากเลยคะที่แชร์ประสบการณ์