ช่วยไลค์ช่วยแชร์ครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

EP. 3 นี้เหมือนเป็นการย้อนเวลาไปก่อนซื้อรถ ว่า ทำไมถึงตัดสินใจซื้อรุ่นนี้ ทั้งที่หลายคนยังรี ๆ รอ ๆ อยู่ หวังว่ารีวิวบ้าน ๆ นี้อาจเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตัดสินใจ ส่วนใหญ่เป็นคำถามในใจที่ผมสงสัยตอนตัดสินใจจะซื้อและเป็นความรู้สึกหลังจากที่ได้ใช้มาแล้วสองสัปดาห์ครับ

#รีวิว Outlander PHEV แบบคนรู้น้อยค่อยๆ เรียนรู้ไป #เขียนตามการใช้จริงลองผิดลองถูก #ผิดถูกยังไงแนะนำได้ครับ

 

 

(ผมไม่ใช่เซล ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับศูนย์ใดๆ ครับ ไม่มีค่าโฆษณา)

 

1. คอนเซปต์รถและสมรรถนะ
 
🚗  อยากประหยัดน้ำมัน 👉 จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นคนใช้รถเยอะ คิดเบ็ดเสร็จระหว่างค่ารถที่แพงขึ้น ค่าน้ำมันที่เดิมเคยจ่าย ค่าผ่อน ค่าดอก จริงๆ ไม่ได้คุ้มเท่าไรหรอกครับ แต่อยากแลกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และมีเหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
 
 
 
 
🚗  แบตลูกเล็ก ที่มีให้มาเพียงพอต่อการใช้งานไหม? 👉 เขาเคลมว่าชาร์จเต็มครั้งนึง วิ่งได้ 55 km ซึ่งก็เพียงพอกับการใช้งานส่วนตัว เนื่องจากเป็นระยะที่วิ่งไปกลับที่ทำงานพอดีๆ (ถ้าไม่เถลไถล) งั้นก็แทบไม่ต้องใช้นำ้มันเลย ก็น่าจะประหยัดดี ค่าไฟต่อวันที่ชาร์จครั้งนึงก็ประมาณ 50 บาท ถ้าชาร์จทุกวัน เทียบกับค่าน้ำมันที่รถคันเดิมต้องจ่ายยังถูกกว่ากันเกือบครึ่งนึง
🚗  ก็เลย อยากได้รถไฟฟ้า (BEV) ไว้ใช้ แต่ใจก็กลัวว่าถ้าวางแผนไม่ดีแล้วไฟหมดกลางทาง…จะทำยังไง สถานีชาร์จก็ยังไม่เยอะ 👉 เห็นการทำงานของรุ่นนี้ที่ใช้ไฟฟ้าก็ได้ ใช้น้ำมันก็ได้ แล้วรู้สึกว่าเป็นตัวเลือกที่ดี ถึงจะมีคู่แข่งราคาถูกกว่า แต่ด้วยแบรนด์+ศูนย์บริการ+ความมั่นใจในการบริการหลังการขาย มิตซูน่าจะให้ความมั่นใจได้มากกว่า (ถึงออฟชั่นรถหลายอย่างจะน้อยกว่าก็ตาม)
🚗  แล้ว ทำไมไม่เอารถไฮบริดธรรมดา (HEV) 👉 จริงๆ ก็มองไว้เหมือนกันครับ รวมทั้ง Nissan Kick ด้วย แต่ก็ยังคิดว่า Kick นั้นยังไม่แตกต่างจากไฮบริดทั่วไปเท่าไรโดยเฉพาะเรื่องการประหยัดน้ำมัน ถึงจะเคลมว่าเป็นรถไฟฟ้า (ที่ต้องปั่นไฟใช้) ก็ตาม แล้วก็ Kick มีแบตลูกเล็ก วิ่งไฟฟ้าเพียวๆ ได้แค่ไม่กี่กิโลก็หมด ดังนั้นหลักๆ ก็ยังต้องอาศัยเครื่องยนต์เยอะในการปั่นไฟอยู่ดี (แล้วก็ยังปล่อยไอเสียเยอะอยู่ดี) จึงทำให้มันประหยัดไม่ได้มากเท่าที่หวังไว้ ถึงผมจะเป็นสาวกนิสสันมาหลายคัน แต่ตอนนี้ขอปันใจก่อน
 
 
 
 
🚗  มีโหมดการขับให้เลือกหลากหลาย แต่คงต้องฝึกให้คุ้นชินกับรถไปซักระยะ ถึงจะเข้าใจมากขึ้น ตอนนี้ที่พอจะเข้าใจมีดังนี้ครับ (คือหลายอย่างก็ซับซ้อนผมก็ยังงงๆ 🧐 ถ้าเขียนออกมาผิดช่วยแก้ไขให้ด้วยครับ) มีหลักๆ อยู่ 3 แบบ คือ
 
1. โหมด EV ขับใช้ไฟฟ้าเพียวๆ แบตเต็มลูก (ความจุ 13 kWh) จะวิ่งได้ 55 km (ขึ้นกับลักษณะการขับขี่และการใช้ไฟไปทำอย่างอื่นด้วยครับ เช่น เปิดแอร์ วิทยุ ฯลฯ) ซึ่งการขับโดยใช้ไฟฟ้าเพียวๆ นี้ สามารถใช้ความเร็วขึ้นไปได้ถึง 135 km/h เครื่องยนต์ถึงจะติดมาช่วยขับเคลื่อน ตรงจุดนี้จะแตกต่างกับรถไฮบริดทั่วไปที่วิ่งได้ประมาณความเร็ว 40-50 km/h เครื่องยนต์ก็จะติดมาช่วยขับเคลื่อนแล้ว
2. โหมด Series hybrid คือ รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่ในช่วงที่แบตเหลือน้อยหรือต้องการเร่งแซงจะมีเครื่องยนต์ติดมาปั่นไฟให้ (อันนี้น่าจะคล้ายๆ Nissan Kick)
3. โหมด Parallel hybrid คือ ใช้ทั้งกำลังเครื่องยนต์และไฟฟ้าช่วยในการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน โหมดนี้จะใช้ในช่วงที่ขับด้วยความเร็วสูงๆ และในโหมด Sport
 
 
 
 
🚗  จากที่สังเกตดู ถ้ามีแบตเหลือ รถจะใช้โหมด EV เป็นหลัก แต่ถ้าแบตหมดหรือใกล้หมด จะสลับไปสลับมาระหว่าง 3 โหมดด้านบนตามความเหมาะสมของลักษณะการขับขี่และสถานะแบต นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน SAVE เพื่อการขับแบบเซฟแบตไว้ให้อยู่ในระดับแบตที่ต้องการ (เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ตอนที่เราต้องการ เช่น อยากขับกลับบ้านดึกๆ แบบเงียบๆ ก็เก็บแบตไว้ซักหน่อยตอนถอยรถเข้าบ้านไรงี้) และฟังก์ชั่น CHARGE เพื่อให้เครื่องยนต์ปั่นไฟชาร์จแบตซึ่งทำได้เร็วพอควร ถ้าจอดทิ้งไว้แล้วเปิดฟังก์ชั่นนี้ เขาว่าใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะชาร์จได้เต็ม (ไม่เคยลองนะครับ เคยลองแต่ใช้ตอนขับอยู่ แบตก็ขึ้นเร็วครับ แต่เสียงเครื่องยนต์ดังเชียว)
 
🚗  ลองดูอัตราการสิ้นเปลืองเวลาขับตอนแบตหมด ในโหมด Normal ผมได้ประมาณ 12-14 km/L ถือว่าน่าพอใจกับเครื่อง 2.4L/4WD (ขับในเมือง ช่วงนี้รถไม่ติด) เดี๋ยวไว้จะลองขับโหมด Eco ดูว่าจะประหยัดได้มากกว่านี้เท่าไร
 
🚗  โหมดอื่น ๆ ที่มี ก็อย่างโหมด Sport (เหยียบกระจาย), 4WD อื่น ๆ อย่าง Lock และ Snow mode ยังไม่เคยลองครับ 
 
🚗  นอกจากนี้ไม่ว่าเครื่องจะอยู่โหมดไหนอยู่ เวลาปล่อยคันเร่งหรือเหยียบเบรคจะมีระบบ regenerator ผลิตไฟฟ้าคืนเข้าแบตด้วย กรณีนี้การใช้โหมด B (โยกที่จอยสติ๊ก) ถ้าเลือกให้มีความหน่วงในการขับขี่มาก (ตัวเลขเยอะๆ เช่น B4, B5) จะยิ่งทำให้ชาร์จไฟได้มากขึ้น มีคนรีวิวว่าใช้ B5 ตอนขับลงเขา ชาร์จได้ไฟเพียบเลย
 
🚗  รถแรงแซงเร็ว (เดิมขับแต่รถ segment เล็ก เลยรู้สึกถึงความแตกต่างเยอะ) ถึงจะมีอาการแล็คช่วงเร่งแรกๆ บ้างแต่น้อยมากครับหลังจากนั้นปรื้ดเลย จาก 0 ถึง 100 นี่ น่าจะประมาณ 10 วิ (กะๆ เอานะครับไม่ได้จับเวลาจริง) แล้วก็จังหวะที่เปลี่ยนจากขับด้วยไฟฟ้าเป็นเครื่องยนต์นี่ไม่รู้สึกเลย ส่วนเวลาเลี้ยวโค้งนี่รถไม่หลุดเลยเกาะดีมากครับ
 
🚗  เป็นรถไฮบริดที่ จอดเกียร์ N ให้เข็นได้!! (ถูกใจมาก 🤣) มีฟังก์ชั่นนี้แต่ที่เมืองไทยครับ
🚗  เวลาจอดรอแม่บ้านช้อปปิ้ง สตาร์ทรถเปิดแอร์ไว้ ไม่มีเสียงเครื่องเลย และไม่มีไอเสียให้รบกวนคนอื่นด้วย
🚗  จุดขายของคันนี้คือ เสียบใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้! แต่ผมไม่ได้ใช้ 🤣 เลยไม่ได้ปลื้มอะไรเป็นพิเศษ
🚗  ส่วนความสมบุกสมบัน ยังไม่มีความเห็นครับ ไม่ใช่สไตล์การขับแบบนั้น
🚗  ระบบ Cruise control ยังไม่เคยลองครับ
 
 
2. รูปลักษณ์
 
🐝  รูปลักษณ์ภายนอกและภายใน อันนี้จะต่างกับหลายๆ คน เพราะมักจะมีความเห็นว่าเป็นโมเดลเก่าล้าหลัง หน้าตาโบราณ แต่ส่วนตัวผมชอบ ดูว่ามันคลาสสิคดีครับ ภายในเรียบๆ (บางคนใช้คำว่าเชยก็ไม่ผิดนัก) แต่อันนี้ต่างจิตต่างใจครับ
 
 
 
 
 
🐝  บางกระแสว่า รุ่นนี้เป็นโมเดลเก่า ที่เมืองนอกออกมาหลายปีแล้วแต่เพิ่งได้มีโอกาสทำตลาดที่ไทย กลัวออกรถไปแล้วเดี๋ยวรุ่นใหม่ก็มา จะตกรุ่นซะเปล่าๆ อันนี้ก็แอบเห็นด้วยครับ แต่คิดว่ารุ่นใหม่ที่เป็น PHEV อย่างน้อยๆ ก็ 2 ปีถึงน่าจะได้เข้ามา เลยว่า ถ้ารอ…แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้เทคโนโลยี ถ้ากลัวแต่จะตกรุ่น ก็ต้องรอมันอยู่อย่างนั้น
 
🐝  อีกข้อดีของรถโมเดลเก่า ก็คือ เทคโนโลยีมันพัฒนามาระยะนึงแล้ว สิ่งบกพร่องก็คงได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว
 
🐝  ภายในกว้างขวาง ทั้งห้องโดยสาร และที่เก็บของท้ายรถเพราะเขาเอาที่นั่งแถวที่ 3 ออกไป ทำให้ขนของใหญ่ๆ ได้สบาย ยิ่งถ้าพับเบาะแถวสองลงด้วย ที่เหลือๆ เลย เหมาะกับเป็นรถครอบครัวมาก (แต่ผมมีกันแค่สองคนตายายก็ดูจะกว้างไปซะหน่อย)
 
 
 
3. ข้อที่ยังขัดใจ (ถึงจะเขียนชมเยอะ แต่ก็ใช่ว่าจะถูกใจไปซะทุกอย่างนะครับ มีหลายอย่างที่ยังรู้สึกว่าน่าจะดีกว่านี้อยู่)
 
👎  ราคาพุ่งกระโดดไปนิดนึงจากแบรนด์คู่แข่ง แต่เข้าใจว่าคงต้องทำราคาให้สูงกว่า Pajero Sport เรือธงนิดนึง (ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่า) ซึ่งปัจจัยนี้ (ร่วมกับรูปลักษณ์และความไม่สดใหม่ของดีไซน์) ทำให้หลายท่านไม่ซื้อแต่เลือกที่จะรอเปิดตัวรุ่นต่อไปแทน
👎  หลักๆ ก็คือ หัวชาร์จเป็น type 1 และ CHAdeMo ซึ่งปัจจุบันเมืองไทยเขาให้เป็น type 2 และ CCS type 2 กันแล้ว ทำให้สถานีชาร์จจะเป็น type 2 ซะส่วนใหญ่ หายากพอควรที่มีหัว type 1 ด้วย ส่วน CHAdeMo ก็เห็นเยอะอยู่ แต่ไม่เยอะเท่า CCS ถ้าจะชาร์จนอกบ้านต้องซื้อสาย Duosida มาแปลง เพราะที่แถมมากับรถเอาไว้เสียบกับตู้ ไม่ได้ให้ใช้เป็น adapter ต่อกับสาย type 2
👎  ระบบความปลอดภัยหลายอย่างที่คู่แข่งมี แต่มิตซูไม่ให้มา (เหมือนกั๊กๆ ทั้งๆ ที่ให้มาก็ได้) เช่น แจ้งเตือนการเปลี่ยนเลนส์ ระบบการช่วยจอด เป็นต้น
👎  ที่เก็บของภายในรถน้อยไปหน่อยนะครับ
👎  พื้นผิวมันๆ ภายในสวยดี เป็น piano black แต่เป็นรอยง่ายมาก (มากๆ) แรกๆ ไม่รู้เพราะไม่เคยมีรถที่แต่งด้วยวัสดุเรียบหรู 😂 วางของไปเต็มๆ แถมเช็ดแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม มาเห็นอีกที…โอ้แม่เจ้า สุดท้ายต้องยอมเสียตังค์หาติดฟิล์มกันรอย (ตอนแรกเห็นโฆษณาติดฟิล์มกันรอยภายในรถ ยังรู้สึกว่า จะติดไปทำไมฟะ…ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ) แต่ผมเลือกติดแค่บางส่วน (เน้นจุดยุทธศาสตร์ 👮🏻‍♂️ แผงรอบคันเกียร์ครับ) เพราะติดหมดทุกตำแหน่งไม่ไหว ราคาแรงไป
👎  หาอุปกรณ์ตกแต่งพื้นฐานยากมากทั้งที่รถเปิดตัวมาครึ่งปีแล้ว เพราะคนใช้รุ่นนี้ไม่มาก เช่น scuff plate, กันรอยท้าย, กันสาด (ของศูนย์แพงมาก แค่สามอย่างนี้ราคารวมเจ็ดพันกว่าบาท!! แต่ถ้าศูนย์ไหนแถมนี่ดีเลยครับ) แต่อันนี้ถ้าจะไม่แต่งอะไรก็ไม่เป็นปัญหาครับ ผมต้องหาซื้อใน Aliexpress เอา สามอย่างที่ว่านี้ได้มาในราคาสามพันกว่า ถูกลงไปครึ่งนึง (แต่ก็ไม่ใช่ของแท้ศูนย์นะครับ) เอาไว้ได้ของมาครบ อาจมารีวิวอีกทีว่าซื้ออะไรไปบ้าง เผื่อหลายท่านอยากได้เป็นข้อมูล
👎  ลำโพงเครื่องเสียง น่าจะมีแบรนด์ดีๆ ซักหน่อย คุณภาพเสียงก็ไม่แย่นะแต่ต้องปรับจูนหน่อยก็ใช้ได้เลย แต่อยากได้ดีกว่านี้ รถตั้งแพง 😂 (ฟังเสียงครั้งแรกถึงกับคิดในใจว่า อะไรวะเนี่ย 555 หวังไว้เยอะ)
👎  ไม่มี sun roof 👉 เห็นหลายคนเอา sun roof เป็นตัววัดระดับความหรูของรถ (ไม่รู้ทำไม) 🧐 แต่ถึงมีผมก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี เลยไม่ได้เอาปัจจัยนี้มาคิดเลย
 
.
# แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหมกับคันนี้ ผมคงตอบแทนทุกคนไม่ได้ เพราะขึ้นกับหลายปัจจัยของแต่ละคนครับ เช่น เคยขับอะไรมาก่อน เน้นใช้งานแบบไหน ความชอบดีไซน์ของรถ ความต้องการเทคโนโลยี ฯลฯ แต่ส่วนตัวแล้ว 💕 ไม่ผิดหวังครับ 💕 เรื่องแบบนี้นานาจิตตังครับ เลือกอะไรแล้วมีความสุขกับมัน คือ จบ